[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
มูลนิธิออทิสติกไทย
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป 
IP ของคุณคือ 34.229.151.87  
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ค้นหา   
แค่มีคนเข้าใจ
เมนูหลัก
เว็บไซด์เครือข่าย

 
คุณพุ่ม
เอสเอ็มอีออทิสติกไทย
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์"e-Learning"
สำนักบริหารงานการศึกษา
สำนักงาน กศน. กรุงเทพมหานคร
โรงเรียนอนุบาลจันทยานนท์
มูลนิธิออทิสติกไทย

  

  หมวดหมู่ : กิจกรรมมูลนิธิออทิสติกไทย
เรื่อง : Direction of Social Security and social safety net for Persons with Special needs in Thailand
โดย : admin
เข้าชม : 2155
พุธ ที่ 6 เดือน มีนาคม พ.ศ.2562 ปักหมุดและแบ่งปัน
     

Direction of Social Security and social safety net for Persons with Special needs in Thailand

     #เด็กพิเศษ ก็มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ :ความใส่(หัว)ใจ VS ความ(ไม่)ละเลย #ความท้าทาย คำถาม และการเคลื่อนงาน ระบบการส่งเสริมคุณภาพชีวิตเด็กพิเศษที่มีภาวะอาการปานกลาง หรือรุนแรงอย่างมียั่งยืน และสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ #เปิดประเด็น เด็กพิเศษสองวันนี้ ผมและคณะผู้บริหารสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย) มีโอกาสประชุม นโยบายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และลงพื้นที่ กับภาคธุรกิจเอกชน ที่สนใจสนับสนุนงานด้านเด็กพิเศษเยี่ยมชมการดำเนินงานด้านเด็กพิเศษในจังหวัดแห่งหนึ่ง ที่ดำเนินงานโดยองค์กรเอกชนในพื้นที่ ซึ่งพบรูปแบบการทำงาน สามรูปแบบ ดังนี้

     รูปแบบที่หนึ่ง จัดบริการด้านการศึกษาพิเศษ จดทะเบียนเป็นโรงเรียนเอกชนการศึกษาพิเศษ จัดการศึกษาแก่เด็กพิเศษ วัยเรียน ในระบบสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน มีนักเรียนประมาณ ๗๐ คน 

รูปแบบที่สอง. จัดเป็น ศูนย์เตรียมความพร้อมเด็กพิเศษในชุมชน จัดฟื้นฟูสมรรถภาพด้านต่างๆ โดยชุมชน มีเด็กรับบริการประมาณ ๕๐ คน

รูปแบบที่สาม. จัดในรูปแบบ สถานสงเคราะห์เอกชน ที่ดูแลเด็กพิเศษ จนถึงวัยผู้ใหญ่ ที่มีภาวะอาการระดับปานกลาง ถึงรุนแรง โดยสถานสงเคราะห์แห่งนี้ รับเลี้ยงดู ในทุกช่วงชีวิต มีทั้งอยู่ประจำและไปกลับ กลุ่มอยู่ประจำหลายคนไม่มีผู้ดูแล หรือผู้ดูแลไม่สามารถดูแลได้. จำนวนมากกว่า ๑๘๐ คน  ได้พูดคุยกับ ผู้บริหารทั้ง ๒ องค์กร พบประเด็น น่าสนใจที่ตรงกับ สิ่งที่สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิสติก นำเสนอเป็น นโยบาย ต่อ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เมื่อ ๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา คือ ระบบสนับสนุนจากรัฐ ยังไม่คลุมเครือ ไม่ชัดเจน และมีปัญหาเรื่องความต่อเนื่องในการสนับสนุน ขึ้นกับนโยบายของผู้บริหารทั้งระดับต้น และระดับกลาง 
คำถามหลัก คือ จะทำอย่างไร ให้งานสำหรับเด็กและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ระดับปานกลางหรือรุนแรง จะได้รับการพัฒนา มาตรฐาน การดูแล การบริหารจัดการที่มีคุณภาพ การได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง
การจะช่วยให้เด็กกลุ่มนี้ ได้รับบริการที่สมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์. แนวคิดหรือ mindsetในการทำงาน ต้องเน้น “การพัฒนาที่ยั่งยืน เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์” ไม่ใช่แนวคิด สงเคราะห์ แบบ “เวทนานิยม”
ไม่น่าเชื่อว่า ในยุค ๔.๐ยังมี ความคิดแบบนี้. เห็นได้ชัดจากระบบสนับสนุนของภาครัฐ ที่เน้นฐานสิทธิและการพัฒนาที่ยั่งยืนน้อยมาก. ทั้งประเทศ มีหน่วยงานรัฐ จัดบริการให้กลุ่มคนพิการและเด็กพิเศษ ในงานด้านสังคม ทั้งประเทศไม่ถึง ๒๐ แห่ง และเป็นการจัดแบบ รวมกลุ่มประเภทความพิการ มีบางแห่งจัดแยกประเภทเป็นการเฉพาะ แต่ดูแลได้ไม่เกิน ๑๒๐ คน ต่อหนึ่งหน่วยบริการ.งบประมาณที่รัฐจัดให้ น้อยมาก ทำให้หน่วยงานไม่สามารถทำงานตามแผนได้ บุคลากรที่ทำงานด้านคนพิการขาดความมั่นคงในงาน ส่วนภาคมูลนิธิเอกชน ต้องระดมทุนทำงานกันเอง. ต่างๆกับ นานาอารยะประเทศ ที่มีระบบ สนับสนุนจากรัฐด้วยรูปแบบการจัดการที่หลากหลาย ในประเทศไทย การสนับสนุนลักษณะนี้ทำแทบไม่ได้ อาจเป็นเพราะ “การรวมศูนย์ในการจัดการ”ที่เป็นอุปสรรคสำคัญ แม้ในพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐มาตรา ๒๐ วรรค ๓ “คนพิการที่ไม่มีผู้ดูแลคนพิการ มีสิทธิได้รับการจัดสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยและการเลี้ยงดูจากหน่วยงานของรัฐ ในกรณีที่มีสถานสงเคราะห์เอกชนที่จัดที่อยู่อาศัยและจัดสวัดิการให้แล้ว รัฐต้องจัดเงินอุดหนุนให้แก่สถานสงเคราะห์เอกชนนั้น ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนดในระเบียบ” 
กฎหมายบังคับใช้มาครบ ๑๒ ปี แต่น่าเสียดายที่ยังไม่มีการจัดทำระเบียบเพื่อสนับสนุน ศูนย์หรือสถานสงเเคราะห์เอกชน ใดๆเลย ไม่แน่ใจว่า เกิดจาก ความหลงลืม ความไม่รู้ หรือเจตนา ที่จะส่งมอบภาระให้แก่ “จิตอาสา”ที่มีหัวใจช่วยเหลือ และเดินอย่างโดดเดี่ยวลำพัง ต้องตั้งโต๊ะรับบริจาคจากประชาชน บางแห่งต้องไปยืนประกาศตามหน้าประตูห้างสรรพสินค้า เชิญชวนผู้คน บริจาค เงิน เพื่อ”ช่วย......ด้วยครับ “ สอดคล้องกับ แนวคิด “เวทนานิยมเป็นอย่างยิ่ง” น่าเศร้าใจจริงๆ
      การเขียนระเบียบสนับสนุนไม่ใช่เรื่องยาก และยังเป็นการกำกับดูแล “มาตรฐานการให้บริการที่เหมาะสม” ไม่ใช่เลี้ยงดูกันไปวันๆ. ยิ่งหน่วยบริการใด มีจำนวนเด็กพิเศษ ที่ต้องดูแลมาก การจัดการให้มีคุณภาพก็เป็นเรื่องยากตามไปด้วย. 
อีกประเด็น บุคลากรที่ดูแล ควรจะมีความรู้ ความชำนาญ ผ่านหลักสูตรการอบรม หรือบางกรณี ต้องเป็นนักวิชาชีพ หรือทำงานในรูปสหวิชาชีพ. สิ่งเหล่านี้ ถูกลิขิต เขียนไว้ในแผนพัฒนาต่างๆมากมาย รวมถึงตำราวิชาการ งานวิจัย แต่ What’s Happen ? สิ่งเหล่านี้ ยังไม่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยเรา เหตุผลลึกๆ อาจมีหลายสาเหตุ งานนี้ทำยาก. ใช้เงินมาก หลายคนมองว่าแต่ประเด็นความคุ้มค่า 

      ความท้าทายอีกเรื่อง คือ หน่วยบริการองค์กรเอกชนบางแห่ง รับเด็กเข้ามาแล้ว ต้องดูแลจนถึง วัยปลายทางของชีวิตผู้รับบริการ ถึงตอนนั้นผู้จัดบริการ อาจล้มหายตายจากไปตามวัย. แล้วจะจัดการอย่างไร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะมีระบบสนับสนุนอย่างไร. คำว่า Social Security and social safety net ที่นักบริหารงานด้านสังคมพูดเสมอ ในเวทีนานาชาติและเวทีประเทศ หรือแม้ในแผนปฎิรูปประเทศด้านสังคม “รูปธรรม คืออะไร. จะทำให้เกิดอย่างไร”   แต่ถึงสถานการณ์จะเป็นอย่างไร องค์กรเอกชนที่จัดบริการในรูปแบบข้างต้น ยังคงมุ่งมั่น ก้าวเดินต่อไป เพื่อค้นหา “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ขอชื่นชมและเป็นกำลังใจท่านเหล่านี้
       บทความเล็กๆนี้ จึงขอเรียกร้องไปยัง ผู้บริหาร ผู้มีอำนาจ หน้าที่ ตัดสินใจ ตามที่กฎหมายกำหนด โปรด ดำเนินการดังนี้
     ๑. กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ควรเร่งรัดจัดทำระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ว่าด้วย การอุดหนุนสถานสงเคราะห์เอกชนหรือศูนย์บริการที่จัดบริการบ้านพิทักษ์สิทธิ ตามความในมาตรา ๒๐ วรรค ๓ พรบ.ส่งเสริมฯ รวมถึงกำหนด มาตรฐานการดำเนินงาน จำนวนผู้รับบริการที่เหมาะสมกับการดูแลอย่างมีคุณภาพ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ การฟื้นฟูสมรรถภาพ การเชื่อมต่อกับระบบสุขภาพ ระบบสังคมอื่น.    

      ๒. ทุกฝ่ายต้องยอมรับความจริงว่า ยังมีคนพิการระดับรุนแรง หรือปานกลางที่ประสบภาวะยากลำบาก ต้องการบริการที่เป็น Intensive Careในลักษณะนี้ ทั้งศูนย์บริการ บ้านพิทักษ์สิทธิ์ บ้านพักฉุกเฉิน หรือศูนย์คุ้มครอง ตามแต่จะเรียกชื่อหรือตามบริบทงาน. อย่าหนีความจริง โดยใช้ทฤษฎีใด ทฤษฎีหนึ่ง แน่นอน หลักการของ Family Base Community Base เป็นหลักการที่ถูกต้อง ที่ต้องนำมาผสนผสานในการดำเนินงาน
      ๓. ภาคธุรกิจเอกชน จำนวนมาก ที่ประสงค์จะช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางกลุ่มนี้ แต่ยังขาดความเชื่อมั่นในคุณภาพการจัดการ. “ ควรเน้นสนับสนุนให้หน่วยงานที่จัดบริการ จัดอย่างมีคุณภาพ”โดยอาจเพิ่มการสนับสนุนจากการบริจาคแบบทั่วไป มาสนับสนุนการพัฒนาระบบงาน การสร้างนวตกรรมที่ยั่งยืน การอบรมความรู้แก่บุคลากร ผู้ดูแล การดูแลคุณภาพชีวิตแก่เด็กและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษบ้าง และองค์กรเอกชนที่รับอาสามาทำงานในลักษณะนี้ ควรผนึกกำลังเพื่อการพัฒนาคุณภาพงานบริการ ที่มุ่งให้ ผู้รับบริการ ซึ่งหมายถึงเด็กและบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ มีสุขภาวะที่ดี ทั้งกาย ใจ มีการศึกษา อาชีพ มีงานทำ และพึ่งตนเองได้ โดยมีระบบสนับสนุนที่ดี(Service Service)
      ๔.กระทรวงศึกษาธิการ ควรสนับสนุนการศึกษาพิเศษ การศึกษาทางเลือก ให้ชัดเจนมากขึ้น ระบบการอุดหนุนควรมีการปรับปรุง “เด็กทุกคน ควรมีสิทธิเท่าเทียมกัน” ตามหลัก Education for All
ขอช่วยแชร์ เรื่องราวนี้สู่สังคม เพื่อช่วยกันเปลี่ยนแปลงและให้กำลังใจ แก่ บุคคล องค์กร อีกมากมายหลายองค์กร ที่ทำสิ่งดีๆให้สังคม ขอให้สื่อกระแสหลัก ร่วมนำประเด็นความคิดนี้
  





Not Rated stars เฉลี่ย : Not Rated จาก 0 ครั้ง.

กิจกรรมมูลนิธิออทิสติกไทย5 อันดับล่าสุด

      It's ok to be different 14/พ.ค./2562
      Empowerment Workshop for Autisticthai Network Stronger Together :AutisticThai Parents Club 11/พ.ค./2562
      Empowerment Workshop for Autisticthai Network 10/พ.ค./2562
      วัยแสบสาแหรกขาด การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์และความเข้าใจของสังคม #Inclusive Society 10/พ.ค./2562
      รายการแจ๋ว Family:autism potential 2/พ.ค./2562


มูลนิธิออทิสติกไทย
11 หมู่ที่ 12 ซอยบางพรม 29 แขวงบางพรม เขตตลิ่งชัน กทม. 10170 โทร.092-2893945 0994545395 โทรสาร.02-4183399

@2010-2011 under GNU General Public License Edit&Applied by Chudsagorn phikulthong
Power by : ATOMYMAXSITE 2.5